Web3 คือ เทคโนโลยีที่เปิดให้ผู้ใช้งานอินเทอร์เนตมีอิสระและมีความเป็นเจ้าของในตัวเอง (Ownership Base) ซึ่งต่างจากอินเทอร์เนตในยุค Web2 ที่แพลตฟอร์มเป็นผู้ควบคุมดูแลทุกอย่างทั้งนโยบายการใช้งานรวมถึงเป็นเจ้าของข้อมูลและคอนเทนท์ต่างๆที่ผู้ใช้งานสร้างขึ้น
เราไปทำความเข้าใจกันว่าทำไม Web3 ถึงสามารถคอนเซบท์ของการกระจายอำนาจ (Decentralized) ให้เกิดขึ้นได้แทนที่จะรวมศูนย์
บทความที่เกี่ยวข้อง : Web3 จะเข้ามาแก้ปัญหาในโลกของ Web2 ได้อย่างไร
เทคโนโลยี IPFS กระจายฐานข้อมูลไม่กระจุกตัว
อินเทอร์เนตในยุคปัจจุบันจะมีการรวมศูนย์ของฐานข้อมูลต่างๆไว้ที่ Server กลาง ซึ่งควบคุมดูแลโดยเจ้าของแพลตฟอร์มที่ให้บริการจึงเท่ากับว่าสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆของผู้ใช้งานได้ทั้งหมดรวมถึงหากเกิดการเจาะฐานข้อมูลโดยแฮกเกอร์ก็จะสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆได้ทั้งหมด
แต่ Web3 จะใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า InterPlanetary File System (IPFS) protocol แทนที่ Server กลาง ซึ่งเปิดทางให้ผู้ใช้งานสามารถทำหน้าที่เป็น Server ได้ในตัวเองไม่จำเป็นต้องดึงข้อมูลออกจาก Server กลางอีกต่อไป ซึ่ง IPFS นี้จะช่วยให้ผู้ใช้งานแต่ละคนทำงานเหมือนเป็น Node ของบล็อกเชนนั่นเองที่ Node ทุกคนมีหน้าที่ช่วยให้ธุรกรรมต่างๆสามารถดำเนินไปได้โดยไม่ต้องไปประจุกตัวรวมกันที่คนใดคนหนึ่ง
นอกจากนี้ยังมีการใช้เทคโนโลยีเข้ารหัสหรือ Cryptographic ซึ่งแต่ละคนจะมีกุญแจผ่านเข้าถึงฐานข้อมูลเฉพาะที่ใช้งานอยู่หรือที่เรียกว่า Address แทนที่ผู้ใช้งานจะต้องถูกกำหนดให้ตั้งชื่อ Username ที่อยู่ภายใต้แพลตฟอร์ม ทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาของคำว่าอินเทอร์เนตแบบกระจายศูนย์ซึ่งอยู่ใน Web3
DAOs กับการมีส่วนร่วมของคอมมูนิตี้
อีกหนึ่งมิติของการเป็น Ownership Base ในโลกของ Web3 คือ DAOs หรือ Decentralized autonomous organizations ซึ่งเป็นคอนเซบท์ของการกระจายอำนาจให้กับผู้มีส่วนร่วมในคอมมูนิตี้แทนที่อำนาจการตัดสินใจจะมาจากเจ้าของแพลตฟอร์มเพียงรายเดียว
โครงสร้างเทคโนโลยีของ DAOs จะมีการใช้ทั้ง NFT ในการแสดงสิทธิและยืนยันตัวตนในระบบรวมถึงมีการใช้ Smart Contract เปรียบเสมือนกับกฎระเบียบภายใน DAOs ที่ทุกคนในระบบต้องปฎิบัติตามเหมือนกันหมดผ่านโดยอัตโนมัติไม่จำเป็นต้องใช้คนมาบริหารจัดการเลย
ผู้ใช้งานแต่ละรายก็จะใช้ NFT เป็นการยืนยันตัวเองเพื่อได้สิทธิในการโหวตเพื่อขอให้เปลี่ยนแปลงนโยบายต่างๆในแพลตฟอร์มเสมือนกับบัตรเลือกตั้ง เนื่องจากทุกสิ่งที่เป็น NFT แล้วจะมีหนึ่งเดียวเท่านั้นไม่สามารถปลอมแปลงได้รวมถึงการพิสูจน์ที่มาที่ไปได้ด้วยบล็อกเชน
นอกจากนี้ NFT ยังเป็นเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังของการแปลงสิ่งต่างๆในโลกอินเทอร์เนตไม่ว่าจะเป็นคอนเทนท์ต่างๆ รูปภาพ คลิปวีดีโอ ตลอดจนตัวตนของผู้ใช้งาน (Avatar) จะอยู่ในรูปแบบของสินทรัพย์ดิจิทัลซึ่งผู้ใช้งานเป็นเจ้าของสิ่งนั้นโดยสามารถโอนย้ายหรือซื้อขายกันได้ผ่านทางบล็อกเชน รวมถึงสินทรัพย์ดิจิทัลที่อยู่ใน Web3 อื่นๆเช่น GameFi หรือ Metaverse อย่างเช่นที่ดินหรือไอเท็มก็ถือเป็นกรรมสิทธิของผู้ใช้งานไม่ใช่ของแพลตฟอร์ม
นี้คือคำอธิบายว่าทำไม Web3 คือเทคโนโลยีที่ช่วยสร้างอินเทอร์เนตแบบกระจายศูนย์อำนาจหรือ Decentralized เพื่อให้ผู้ใช้งานไม่ถูกเซนเซอร์จากแพลตฟอร์มในยุคของ Web2 ที่มีอำนาจจัดการทุกอย่างรวมถึงมีสิทธิในการร่วมบริหารและเสนอนโยบายต่างๆในแพลตฟอร์มด้วยคอนเซบท์ของ DAOs