Options คือ

กลยุทธ์ทำกำไรขาขึ้นขาลงด้วย Buy Call-Put Options

โดย Admin .

Options คือ สัญญาสิทธิที่จะซื้อหรือขายสินทรัพย์ต่างๆหรือประกันว่าเราจะได้สิทธิในการซื้อหรือขายสินทรัพย์ในจำนวนและระยะเวลาตามที่ได้ตกลงกันไว้ ถือเป็นเครื่องมือที่ช่วยบริหารความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการทำกำไรในหลากหลายรูปแบบ

บทความนี้จะพูดถึงวิธีการทำกำไรแบบเก็งทิศทางราคาหรือ Directional ซึ่งจะใช้วิธีการ Buy หรือ Long กล่าวคืออยู่ในฝั่งของผู้ซื้อ Options นั่นเองโดยจะแบ่งเป็นการซื้อสัญญาที่มองว่าสินทรัพย์อ้างอิงจะเป็นขาขึ้นหรือ Call และการซื้อสัญญาที่มองว่าสินทรัพย์อ้างอิงจะเป็นขาลงหรือ PUT

บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง : ทำความเข้าใจ Options โปรดักต์ที่ทำกำไรได้ทุกสภาวะตลาด

Call Options มองว่าสินทรัพย์อ้างอิงเป็นขาขึ้น

หากเรามองว่าสินทรัพย์ที่มองอยู่มีแนวโน้มจะเป็นขาขึ้น แต่ยังไม่คิดที่จะซื้อเป็นเจ้าของทันทีโดยจะขอใช้สิทธิในการซื้อเพื่อเป็นเจ้าของภายในระยะเวลาที่กำหนด อาจจะหนึ่งเดือน หนึ่งไตรมาสหรือหนึ่งปีและกำหนดราคาใช้สิทธิที่ชัดเจนจากนั้นก็ทำการจ่ายค่าสัญญาหรือค่า Premium เพื่อทำการจองสิทธิไว้

ปรากฎว่าระยะเวลาผ่านไปราคาสินทรัพย์นั้นๆเพิ่มสูงขึ้นกว่าราคาใช้สิทธิเราสามารถที่จะขายสิทธิในการซื้อสินทรัพย์นั้นๆให้กับผู้ที่มารับซื้อต่อได้เท่ากับเป็นการทำกำไรในใบสัญญาเฉยๆไม่ได้ทำกำไรในตัวสินทรัพย์นั้นๆโดยกำไรที่ได้จากส่วนต่างราคาจะต้องหักค่าสัญญาหรือ Premium ออกไปด้วยถึงจะเป็นกำไรสุทธิที่ได้

ตัวอย่างเช่น หุ้น A มีราคาปัจจุบันอยู่ที่ 100 บาท นักเทรดมองว่าราคาน่าจะปรับตัวขึ้นจึงได้ทำการ Buy Call Options โดยมีราคาใช้สิทธิหรือ Strike Price อยู่ที่ 200 บาท ต้องชำระค่าทำสัญญาหรือจ่าย Premium จำนวน 50 บาท 

Options คือ

จากนั้นราคาหุ้น A ปรับตัวขึ้นมาเป็น 300 บาท จึงได้ทำการขายสัญญา Call Options นั้นก่อนที่จะถึงกำหนดสัญญาใช้สิทธิ จึงมีผลกำไร 300-200 บาท = 100 บาท – 50 บาท ค่า Premium รวมแล้วกำไร 50 บาท

อย่างไรก็ตามถ้าหากราคาหุ้น B ปรับตัวลงเหลือ 50 บาท ถ้าเราเลือกจะขายสัญญา Call Options ออกไปเท่ากับเราจะเสียค่าทำสัญญาหรือค่า Premium จำนวน 50 บาทไป เพื่อที่จะไม่ต้องไปรับผลขาดทุนจากราคาหุ้นที่ลดลงจากราคาตลาด

บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง : โปรดักต์ Futures ยอดฮิตสำหรับนักเทรดทั่วโลก

Put Options มองว่าสินทรัพย์อ้างอิงเป็นขาลง

ตรงข้ามกับ Call Options ถ้าหากเรามองว่าราคาสินทรัพย์จะเป็นขาลงเราสามารถที่จะซื้อสัญญาสิทธิในการที่จะขายสินทรัพย์นั้นๆให้กับผู้ที่รอรับซื้อในราคาที่เขาต้องการโดยที่เราไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของสินทรัพย์นั้นๆในตอนนี้

ตัวอย่างเช่นถ้ามองว่าหุ้น B ตอนนี้ราคา 300 บาท ซึ่งถ้าหากมองว่าราคาดังกล่าวแพงกว่าความเป็นจริง เราสามารถซื้อสัญญาสิทธิในการขายหรือ Buy Put Options เพื่อที่จะรอทำกำไรตามที่คาดไว้ โดยจ่ายค่าทำสัญญาหรือ Premium ไป 50 บาท และมีราคาใช้สิทธิอยู่ที่ 200 บาท

ปรากฎว่าราคาหุ้น B ปรับตัวลงมาเหลือ 100 บาท เราสามารถเลือกขายสัญญา Put Options นั้นออกไปเพื่อทำกำไร 200-100 บาท = 100 บาท – 50 บาท ค่าทำสัญญา เท่ากับได้กำไรสุทธิ 50 บาท 

แต่ถ้าราคาหุ้น B ปรับตัวขึ้นซึ่งถือว่าผิดทางจากที่คาดไว้เราสามารถขายสัญญา Put Options นั้นออกไปโดยยอมเสียค่าทำสัญญาหรือ Premium จำนวน 50 บาทนั้นไป เพื่อไม่ต้องไปรับผลขาดทุนที่เกิดขึ้นจากแนวโน้มราคาที่ผิดทาง

Options คือ

ต่างจาก Futures ตรงไหน??

สิ่งที่ Options ต่างจาก Futures แม้ว่าจะเป็นการเก็งทิศทางราคาเหมือนกันคือ Options จะจำกัดการขาดทุนเนื่องจากเวลาที่ขาดทุนจะเสียเฉพาะส่วนที่เป็นค่าทำสัญญาหรือค่า Premium ตามลำดับขั้นของราคาสินทรัพย์อ้างอิงที่ลดลง โดยผลขาดทุนสูงสุดอาจจะเสียค่าทำสัญญานั้นไปจนเกือบหมด แต่ไม่ได้มากินส่วนของทุน

ขณะที่ Futures หากขาดทุนไปเรื่อยๆโดยไม่ทำการปิดสถานะสัญญา ผลขาดทุนอาจจะลงมาถึงส่วนของทุนทั้งหมดก็ได้จึงเป็นความเสี่ยงสำคัญ การเทรด Options จึงง่ายต่อการบริหารจัดการเงินในพอร์ตมากกว่า Futures 

แต่ถ้าทิศทางราคาไปถูกทางเราสามารถที่จะทำกำไรจากส่วนต่างราคาได้อย่างไม่จำกัดเช่นเดียวกับ Futures จึงกล่าวได้ว่า Options สามารถทำกำไรได้ไม่จำกัดแต่จำกัดการขาดทุน 

Options คือ โปรดักต์การลงทุนที่มี Leverage เช่นเดียวกับ Futures เนื่องจากสามารถใช้เงินจำนวนน้อยไปสร้างผลตอบแทนที่สูงได้ แต่มีกลไกในการช่วยบริหารความเสี่ยงในการเทรดได้อย่างดีถ้าหากศึกษาจนมีความเข้าใจในโปรดักต์เป็นอย่างดี

ศึกษาหาความรู้เรื่องการลงทุนเพิ่มเติมได้ที่ลิงค์นี้

Related Posts